Bolttech Insurance Broker
LinePhone
!
Frank.co.th เปลี่ยนเป็น Bolttech broker นับจาก กันยายน 2020 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 
คลิก

เคลมประกันรถอย่างไร เมื่อโดนชนแล้วหนีแบบไม่มีคู่กรณี?

อ่านเร็วๆ

  • เมื่อโดนชนแล้วหนีสำหรับประกันชั้น 1 ในกรณีที่เรารู้เลขทะเบียนของคู่กรณี ให้แจ้งความที่สถานตำรวจ โทรแจ้งประกัน แล้วรอรับใบเคลมเพื่อซ่อมรถ แต่ถ้าไม่รู้เลขทะเบียนคู่กรณีให้แจ้งบริษัทประกันเหมือนเดิมแต่ต้องเสียค่าเอ็กเซส (Excess) เริ่มตั้งแต่ 1,000-6,000 บาทตามความเสียหาย
  • >เมื่อโดนชนแล้วหนีสำหรับประกันชั้นอื่นๆ เช่น 2+, 3+, 3 ประกันไม่คุ้มครองเพราะจะคุ้มครองเฉพาะเมื่อคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกที่บอกเลขทะเบียนได้เท่านั้น จึงควรติดกล้องติดรถยนต์ไว้เพื่อทั้งได้ส่วนลดจากการทำประกันรถและระบุคู่กรณีได้ด้วย

 
เรื่องการโดนชนแล้วหนีที่เราอ่านเจอกันบ่อยๆ ใน Pantip ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ไม่รู้เลขทะเบียนเลย หรือแบบที่เรารู้เลขทะเบียนก็ตาม เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงๆ เคยรู้ไหมครับว่าต้องทำอย่างไรบ้าง? หรือประกันรถยนรต์ที่เราทำไว้ให้ความคุ้มครองไหม? แล้วเราควรจะป้องกันหรือแก้ปัญหาอย่างไรถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา Frank อยากแชร์ประสบการณ์จริงแบบเจาะลึกให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ เพราะข้อมูลที่มีประโยชน์แบบนี้บอกตรงๆ ว่าไม่เคยเห็นแชร์กันในที่อื่นๆ เลยฮะ
 
How-to-claim-insurance-when-hit-&-run-without-disputant
 

โดนรถชนแล้วหนีทำไงดี?

 
มาเริ่มจากขั้นตอนก่อนเลยครับ สมมุติว่าตื่นมาเช้าวันนึงแล้วเราเดินออกมาที่หน้าบ้านแล้วเจอรถของเราโดนชนท้ายบุบยู่ไปข้างหนึ่ง งานเข้าแล้ว….เราควรทำไงต่อดีล่ะ?
 
-โทรหาบริษัทประกันก่อนเลยครับ เพื่อแจ้งเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหน อย่างไร ระแวกบ้านเรามีกล้องวงจรปิดที่สามารถเปิดดูได้ไหมว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเมื่อไหร่ จากนั้น
 
- ไปสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่ารถของเราโดนชนอย่างไร เมื่อไหร่ (ถ้าเรารู้เวลา) ซึ่งการตามเรื่องจะมี 2 แบบครับ คือ
 

    1.เมื่อเรารู้เลขทะเบียนของคู่กรณี

 
ถ้าเรารู้เลขทะเบียนของคู่กรณีก็แจ้งความไปเลยตามข้อเท็จจริงครับ แล้วหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการแจ้งคู่กรณีให้มารับข้อกล่าวหา หลังจากนั้นเราต้องไปยืนยันเรื่องราวทั้งหมดที่สถานีตำรวจอีกรอบ (ซึ่งส่วนมากจะปฏิเสธข้อกล่าวหา ไม่งั้นจะหนีทำไม) เพราะงั้นถ้าเรามีภาพจากกล้องวงจรปิด หรือหลักฐานที่สามารถยืนยันการเกิดเหตุได้ ให้เราจัดเต็มครับ
 
Frank เคยเจอเคสนี้ครับ ฝ่ายตรงข้ามเป็นมอร์เตอร์ไซต์ขี่ฝ่าไฟแดงมาชนหน้ารถแล้วขับหนีไปทันที แล้วปฏิเสธทุกออย่างต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งตอนนั้น Frank ทำประกันชั้น 1 ไว้และติดกล้องติดรถยนต์ รายละเอียดที่เหลือจึงมอบให้เจ้าหน้าที่ประกันไป หลังจากนั้นแค่รอรับใบเคลมจากเจ้าหน้าที่ประกัน แล้วบริษัทประกันก็ไปตามเรื่องต่อให้ครับ   
 
How-to-claim-insurance-when-hit-&-run-without-disputant
 

    2.เมื่อเราไม่รู้เลขทะเบียนของคู่กรณี

 
แบบที่สองนี้เสียเงินค่าเอ็กเซส (Excess) ด้วยครับ เพราะจะกลายเป็นการเกิดอุบัติเหตุแบบที่เราระบุคู่กรณีไม่ได้ ก่อนเล่าเคสตัวอย่างให้ฟังขออธิบายเพิ่มเกี่ยวกับ “ค่าเสียหายส่วนแรก” ที่มีคำที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 คำ คือ ดีดักทิเบิล (Dedutible) และะเอ็กเซส (Excess) ซึ่งทั้งคู่ปลว่า ค่าเสียหายส่วนแรกเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกันนะครับ
 

ดีดักทิเบิล (Dedutible)

เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่เราสมัครใจจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นและเราเป็นฝ่ายผิดเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงอยากจ่ายเงินเองก็เพราะว่าเราจะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ซึ่งมีแค่ในประกันรถยนต์ชั้น 1 เท่านั้นตามค่าความเสียหายที่เราเลือกครับ เริ่มตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท (นั่นหมายความว่าเราก็ได้รับส่วนลด 1,000-5,000 บาทด้วยเช่นกัน)
 

เอ็กเซส (Excess)

คำนี้ออกเสียงกันผิดประจำ (จะแอ็กแซปหรือแอ๊กเซสก็ไม่ใช่ทั้งคู่นะฮะ) ซึ่งเป็นค่าความเสียหายส่วนแรกที่เกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ เช่น บอกไม่ได้ว่ารถใครมาชนรถเราของประกันทุกชั้น หรือไม่รู้ว่าริ้วรอยต่างๆ บนรถของเราเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ในประกันชั้น 1 ส่วนมากเจอกันตอนแจ้งเคลมแห้งแล้วบริษัทประกันเรียกเก็บเงินเพิ่มเข้ามา เริ่มที่ 2,000 บาทต่อครั้งของอุบัติเหตุครับ
 
กลับมาที่เคสตัวอย่างกันต่อฮะ สมมุติว่ารถเราโดนชนด้านข้างตัวรถและกระจกข้างหักเพราะเราจอดรถไว้ข้างทางแต่ไม่รู้ว่าใครชนเราทำอย่างไรดี? Frank ขอยกตัวอย่างตามประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่เราทำไว้นะครับ เริ่มจาก
 

-ทำประกันรถยนต์ชั้น 1

 
เราสบายใจได้แน่ๆ ว่ารถเราจะได้รับการซ่อมแน่นอนตามความคุ้มครองของประกันชั้น 1 แต่เราต้องจ่ายเงินค่า เอ็กแซส (Excess) เพิ่ม 2,000 บาทตามร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออุบัติเหตุ และในบางคนถ้าเลือกมีค่าดีดักทิเบิ้ล (Dedutible) ด้วยก็ต้องจ่ายเพิ่มตามเงื่อนไขที่ทำไว้ด้วยครับ สนใจเช็คเบี้ยประกันชั้น 1 ได้เลยนะครับ
 

-ทำประกันรถยนต์ชั้น 2+

 
ความคุ้มครองของประกันชั้น 2+ ครอบคลุมการชนที่เกิดจากรถชนรถแบบระบุคู่กรณีได้เท่านั้น เช่น มอร์เตอร์ไซต์ชนท้ายแล้วเรารู้ทะเบียนของมอร์เตอร์ไซต์ แต่ถ้าคู่กรณีขับหนีไปโดยที่เราไม่รู้อะไรเลยประกันไม่คุ้มครองนะครับ นอกจากว่าเราไปแจ้งความแล้วเอาใบแจ้งความมาดำเนินการขอดูกล้องวงจรปิดเพื่อหาเลขทะเบียนให้ได้แล้วจึงจะแจ้งเคลมประกันได้ครับ
 

-ทำประกันรถยนต์ชั้น 3+

 
ความคุ้มครองของชั้น 3+ เหมือนกับประกันชั้น 2+ เลยครับที่จะเคลมประกันได้เมื่อเกิดเหตุจากรถชนรถที่ระบุคู่กรณีได้เท่านั้นครับเพราะงั้นถ้าโดนชนแล้วหนีโดยที่เราไม่สามารถบอกอะไรได้เลยแจ้งเคลมประกันไม่ได้นะครับเพราะไม่อยู่ในความคุ้มครองของประกันครับ เราก็ต้องไปแจ้งความเพื่อเอาใบแจ้งความไปเปิดกล้องวงจรปิดเพื่อหาคู่กรณีเช่นเดียวกันถึงจะเคลมประกันได้ครับ
 
จากเรื่องที่เล่าเป็นตัวอย่างให้เพิ่อนๆ อ่านกัน เห็นได้เชัดเจนว่าการติดกล้องติดรถยนต์นั้นช่วยเราได้เยอะมากและมีประโยชน์จริง Frank เห็นบางเคสที่เราสามารถตามตัวคนร้ายได้จากกล้องของรถคันอื่นๆ ด้วยซ้ำครับ
 
ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นฝ่ายที่ขับไปชนรถคันอื่นอย่าหนีเลยครับ เพราะรถส่วนมาก 99% ทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจไว้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นและการรักษาพยาบาลคนเจ็บบริษัทประกันย่อมช่วยคุณดูแลอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณชนแล้วหนีเรื่องจะเปลี่ยนจะกลายเป็นคดีอาญาทันทีทั้งโดนยึดรถและต้องโทษจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับเลยนะครับ
ขับขี่ปลอดภัย ให้อภัยเพื่อนร่วมทางบ้าง อย่าให้เกิดคดีทุบรถ หรือถอยหลังชนกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตกันอีกเลยนะครับ
 

Credit: https://pantip.com

 

เชื่อมต่อ กับพวกเรา

รับข่าวสารล่าสุดและข้อเสนอโดยติดตามเราในช่องโปรดของคุณ
InstagramLineFacebook
Bolttech
บริษัท โบลท์เทค อินชัวร์นส์ โบรคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ใบอนุญาตินายหน้าประกันภัยหมายเลข
00017/2559
หมายเลขจดทะเบียนนิติบุคคล
0105559056161
รับรองความปลอดภัย และ อยู่ภายใต้ความควบคุม ของ
GeoTrustDBDOffice of Insurance Commission
Security & Compliances
GeoTrustDBDOffice of Insurance Commission
bolttech © 2020 All Rights Reserved.